5 ความเข้าใจผิดๆ ในการออกกำลังที่อาจส่งผลเสียให้คุณได้ และวิธีการแก้ไขมัน

ถ้าคุณหาเวลาและพยายามที่จะออกกำลังแล้ว คุณก็ต้องการเห็นผล แต่ก็เช่นเดียวกับคนออกกำลังอีกจำนวนมาก เจตนาที่ดีของคุณบางอย่างทำลายการออกกำลังของคุณก็ได้ กำจัดข้อผิดพลาดที่พบกันบ่อยเหล่านี้ซะ แล้วคุณจะผอมเพรียวลงและแข็งแรงขึ้น—ได้อย่างรวดเร็วกว่า

1. เติมพลังงานมากเกินไป
คนที่ออกกำลังทุกวันส่วนใหญ่มักชอบกินอาหารแท่งให้พลังงานหรือสปอร์ตดริ๊งก์ เพราะคิดว่าของเหล่านี้จะให้ความแข็งแรงเพิ่มขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่มันให้ก็คือแคลอรี ทำให้คุณอาจกินหรือดื่มเข้าไปตั้ง 700 แคลอรีได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่ออกกำลังไปเพียงแค่ 200 แคลอรีเท่านั้น ถ้าคุณต้องการกินอะไรสักหน่อยเพื่อเพิ่มพลัง กินแค่ผลไม้หรือถั่วสักหน่อยกับน้ำก็พอแล้ว

2. คิดว่าแค่ครั้งเดียวก็พอแล้ว
คนจำนวนมากเชื่ออย่างผิดๆ ว่า การออกกำลัง 30 นาทีบนลู่วิ่งไฟฟ้าเป็นใบอนุญาตให้นั่งแช่ไปตลอดทั้งวันที่เหลือได้ ที่จริงแล้วการออกกำลังเป็นการสะสม ยิ่งคุณเคลื่อนไหวมากแค่ไหน คุณก็จะยิ่งได้รับผลดีมากแค่นั้น ฉะนั้น เลิกคิดว่าการออกกำลังว่าคืออะไรก็ตามที่คุณทำเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง และเคลื่อนไหวให้มากขึ้นตลอดทั้งวัน

3. ออกกำลังหนักเกินไป
ความหนักเป็นเรื่องดี แต่เพียงแค่เล็กน้อยจะได้ผลมากกว่าที่คิด คนเรามักคิดว่าถ้าออกกำลัง ก็จะต้องออกกำลังให้หนักที่สุดเท่าที่จะทำได้ตลอดเวลา แล้วพวกเขาก็ต้องเลิกไป เพราะทำให้ตัวเองบาดเจ็บ หรือไม่ก็ไม่อาจทำต่อไปได้ แทนที่จะทำเช่นนั้น ออกกำลังด้วยความหนักปานกลางสัก 45 นาที คุณจะทำอย่างต่อเนื่องได้ง่ายกว่า หรือใช้การออกกำลังแบบอิเทอร์วัล ที่คุณจะเร่งความหนักให้มากขึ้นเป็นช่วงๆ

4. แบ่งแยกสมาธิ
การมีสิ่งรบกวนสมาธิเล็กน้อย เช่น ทีวี สามารถทำให้เวลาการออกกำลังดูเหมือนจะผ่านไปเร็วขึ้น แต่เป็นการรบกวนมากเกินไปสำหรับการออกกำลังของคุณ กิจกรรมใดก็ตามที่ต้องมีการใช้สมาธิ เช่น การอ่านนิยายหรือบทความยาวๆ ต้องการความสนใจและสมาธิจากคุณ ทำให้ร่างกายคุณช้าลงโดยไม่รู้ตัว ทางออกที่ดีกว่าก็คือ หาบางอย่างที่ช่วยให้คุณจดจ่อกับการออกกำลัง เพลงที่สนุกสนานเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุด

5. ให้รางวัลมากกว่าความพยายาม
คนส่วนมากที่ใช้อาหารเป็นรางวัล ได้รับแคลอรีมากกว่าที่พวกเขาใช้ไป ถ้าคุณจะใช้ขนมหรืออาหารค่ำดีๆ เพื่อเป็นตัวล่อให้ตัวเองก้าวต่อไปเรื่อยๆ ก็ให้รางวัลตัวเองบ่อยน้อยลงหน่อย สักเดือนละครั้ง ถ้าคุณออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ และสำหรับรางวัลที่บ่อยกว่านั้น เปลี่ยนเป็นการซื้อของให้ตัวเองแทนการกินจะดีกว่า

 

แหล่งที่มา

edit @ 23 Feb 2012 19:00:44 by Areerat Pulsawat

                                                                                                                                                                                  
 
ผลวิจัยเผย น้ำอัดลม 1 ขวด = วิ่ง 50 นาที (Lisa)

          เล่นเอาสาว ๆ ที่กลัวอ้วนไม่กล้าดื่มน้ำอัดลมกันไปเลยล่ะสิ เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้ การศึกษาตีพิมพ์ใน American Journal of Public Health เปิดเผยว่า คนเรามักจะประเมินแคลอรีที่ตัวเองกินเข้าไปผิดพลาด และแทนที่อาหารจะติดฉลากอาหารว่ามีแคลอรีเท่าไหร่นั้น ฉลากที่เขียนว่าต้องวิ่งเพื่อเบิร์นพลังงานกี่นาทีจะได้ผลดีมากกว่า

          งานวิจัยค้นพบว่า วัยรุ่นกว่าครึ่งรู้สึกไม่อยากดื่มน้ำอัดลม หากได้เห็นฉลากเตือนว่า จะต้องออกกำลังกายด้วยการวิ่ง 1 ชั่วโมงต่อการดื่มน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋อง โดย ดร.ซาราห์ เบลช ผู้นำการวิจัยกล่าวว่า ผู้คนทั่วไปมักประเมินจำนวนแคลอรีที่ได้รับจากอาหารขยะต่ำไป แต่การเปรียบเทียบปริมานแคลอรีจากอาหารเป็นการออกกำลังกาย จะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจง่ายขึ้น เช่น เปรียบจำนวนแคลอรีจากน้ำหวานเท่ากับการวิ่งกี่นาที

          นักวิจัยจาก Johns Hopkin’s Bloomberg School of Public Health ชี้ว่า แม้น้ำอัดลมจะมีแคลอรีสูง แต่ก็มีสารอาหารเป็นศูนย์ ดังนั้น สำหรับคนหนัก 55 กิโลกรัม อาจต้องใช้เวลาวิ่งถึง 50 นาทีในการเบิร์นน้ำอัดลม 20 ออนซ์ ส่วนคนหนัก 75 กิโลกรัมก็อาจต้องใช้เวลาถึง 40 นาที

                        ...ไม่อยากคิดเลยว่าคนดื่มน้ำอัดลมทั้งวัน จะต้องวิ่งกี่ชั่วโมงกว่าจะเบิร์นหมด

 
แหล่งที่มา
 

edit @ 23 Feb 2012 18:31:23 by Areerat Pulsawat

อาหารเสริม
 
ปัจจุบันสื่อทางอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลเกี่ยวกับอาหารเสริมความงามหลากหลายชนิด ส่วนใหญ่จะเน้นถึงสรรพคุณเด่น ๆ ที่ให้ผลลัพธ์ในระยะเวลาอันสั้น เช่น ลดอ้วน 10 กิโลกรัมใน 1 เดือน, ลดสิวภายใน 14 วัน, เปลี่ยนผิวให้ขาวขึ้นภายใน 4 อาทิตย์ เป็นต้น สุดท้ายบอกด้วยว่าราคาไม่แพง คำโฆษณาเหล่านี้คงทำให้สาว ๆ หลายคนตัดสินใจซื้อไม่ได้ยาก เพราะความเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้เป็นทางลัดความสวยแบบไม่ต้องรอนาน โดยที่ไม่รู้ว่าหากกินแบบไม่ถูกวิธีอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้

 4 ตัวช่วยความงามยอดนิยม

        1.แอล-คาร์นิทีน => เร่งการเผาผลาญไขมัน ช่วยลดความอ้วน
        2.กลูต้าไธโอน => ช่วยให้มีผิวขาวมีออร่า
        3.ยาเม็ดคุมกำเนิด => ช่วยลดสิว และผิวพรรณเปล่งปลั่ง
        4.ยาเร่งฮอร์โมนเพศ => ช่วยเพิ่มขนาดหน้าอก

กินได้...แบบไม่เสี่ยง

          ตัวช่วยความงามยอดฮิต 4 ตัว ซึ่งนิยมใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่าง ๆ ทั้งรับประทานเพื่อเสริมความงาม ช่วยลดน้ำหนัก ช่วยให้ผิวขาว หรือช่วยเพิ่มขนาดหน้าอก สารเหล่านี้มีคุณสมบัติอย่างไร และรับประทานอย่างไรจึงจะได้คุณประโยชน์สูงสุด ไปดูกันค่ะ

          1.แอล-คาร์นิทีน (L-cornitine) เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ตามธรรมชาติเพื่อเร่งการสร้างโปรตีน สำหรับทางการแพทย์ถูกนำมาใช้ในกระบวนการฟอกเลือดในผู้ป่วยโรคไต นอกจากนี้ยังใช้เป็นอาหารเสริมในผู้เป็นมังสวิรัติประเภทเคร่งครัด ผู้มีน้ำหนักตัวน้อย และทารกที่คลอดก่อนกำหนด

          เนื่องจากแอลคาร์นิทีนช่วยสร้างพลังงานให้กับร่างกายมากกว่าการช่วยเผาผลาญไขมันกรณีบริโภคเป็นอาหารเสริมควรบริโภคประมาณ 30 กรัมต่อวันจะช่วยบำรุงกล้ามเนื้อให้ทำงานได้เป็นปกติ ผลข้างเคียงเมื่อใช้ในปริมาณที่เกินกำหนดคือ อ่อนเพลีย อาเจียน ท้องเสีย แสบร้อนกลางอก ท้องร่วง เป็นลมชัก และเมื่อถูกร่างกายระบายออกมา ไม่ว่าจะเป็นปัสสาวะ ลมหายใจหรือเหงื่ออาจมีกลิ่นเหม็นคล้ายคาวปลา

           2.กลูต้าไธโอน (Glutathione) คือสารสังเคราะห์ที่ได้จากกรดอะมิโนไม่จำเป็น 3 ชนิด อันได้แก่ ซีสเตอีน (Cysteine) ไกลซีน (Glycine) กรดกลูตามิก (Glutamicacid) ถูกสร้างโดยอวัยวะตับ มีคุณสมบัติช่วยต้านโรคร้ายแรง โดยยับยั้งความผิดปกติของเซลล์ เช่น ด้านเชื้อ HIV (Humanlmmumodeficiency Virus) โรคต้อที่ตา และเชื้อมะเร็ง เป็นต้น

          สำหรับกลูต้าไธโอนที่นิยมบริโภคเป็นอาหารเสริม หรือใช้ในแวดวงเสริมความงามนั้น ล้วนแต่ผสมกับวิตามินซีช่วยเพิ่มความกระจ่างใสให้กับผิว โดยปริมาณการฉีดในระดับปกติอยู่ที่ 600 มิลลิกรัม ซึ่งประกอบด้วยสารแอล-กลูต้าไธโอนขนาด 1.25 กรัม ผสมกับวิตามินซีขนาด 5 มิลลิตร อาจพบผลข้างเคียงทั่วไป เช่น เจ็บหน้าอก หายใจถี่ รู้สึกอึดอัดบริเวณคอและหน้าอก เป็นหวัดตัวบวม คันตัว แต่ในกรณีที่ส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตนั้นเป็นเพราะบริโภค หรือฉีดเข้าสู่ร่างกายเกินขนาด

          3.ยาคุมกำเนิดลดสิว ช่วยยับยั้งการผลิตฮอร์โมนเพศชาย (เทสเทอร์โรนและแอนโดรเจน) ไม่ให้ผลิตไขมันออกมามากเกินจนอุดตัน และช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเพศหญิงให้อยู่ในระดับที่สมดุล ความเชื่อในการใช้ยานี้คือ ใช้เป็นยาลดสิว แต่ความจริงแล้วสามารถลดสิวได้แบบชั่วคราวเท่านั้น เพราะเมื่อหยุดกินยาแล้ว สิวก็จะกลับมาขึ้นใหม่ บางรายอาจมีอาการสิวเห่อขึ้นกว่าเดิมเป็น ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิดคือ อาเจียน น้ำหนักตัวขึ้น อารมณ์ไม่คงที่ แต่ในรายที่กินสะสมเป็นเวลานานจะทำให้เสี่ยงเป็นโรคหัวใจวาย และโรคลมอัมพาต

          4.ยาเร่งฮอร์โมนเพศเพิ่มขนาดหน้าอก ช่วยเร่งการผลิตฮอร์โมนเพศหญิง (ฮอร์โมนเอสโตรเจน) คุณสมบัติของยาชนิดนี้จะส่งผลต่อทุก ๆ ระบบร่างกายสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกาย เช่น กระบวนการเผาผลาญ ระบบเนื้อเยื่อ ระบบสืบพันธุ์

          ความเชื่อในการใช้ยาชนิดนี้คือ ใช้เพิ่มขนาดหน้าอก โดยส่วนประกอบตัวยาหลักอาจผสมกับสมุนไพรบำรุงเพศหญิง เช่น โสมตังกุย ที่ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเพศหญิง จึงส่งผลให้ขนาดหน้าอกขยายใหญ่ขึ้น โดยจะทำงานในลักษณะเดียวกันกับยาคุมกำเนิดคือ ช่วยเร่งให้ร่างกายสร้างลักษณะต่าง ๆ ของเพศหญิง เช่น หน้าอก ผิวพรรณเนียนขึ้น เป็นต้น หากจำเป็นต้องใช้ยาชนิดนี้ควรอยู่ภายใต้คำสั่งของแพทย์ เนื่องจากผลลัพธ์ที่ได้อาจส่งผลให้ระบบฮอร์โมนเพศไม่สามารถกลับมาทำงานได้อย่างปกติทางที่ดีควรใช้วิธีออกกำลังการแทนจะดีกว่า

          เรื่องความสวยความงามคงห้ามกันไม่ได้จริงไหมคะ แต่เราอยากให้คุณชั่งใจเสียก่อนที่จะซื้ออาหารเสริมและยาเหล่านี้มาบริโภค ถ้าจะให้ดีก็ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่เชื่อถือได้เพื่อประกอบการตัดสินใจ เพื่อความสวยแบบปลอดภัย

          แหล่งแอลคาร์นิทีนธรรมชาติ เน้นอาหารที่ให้โปรตีน เช่น นม ไอศกรีม ชีส เนื้อวัว เนื้อสเต็ก เนื้อหมู หรือเนื้อเบคอน เนื้อไก่และเนื้อปลา อะโวคาโด แป้งโฮลวีต และหน่อไม้ฝรั่ง

          แหล่งกลูต้าไธโอนธรรมชาติ คือ ไข่ไก่ (บริโภคประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์) หัวหอม กระเทียม โยเกิร์ต จมูกข้าว เนื้อแดง บร็อคโคลี

ข้อแนะนำ...สวย...แบบปลอดภัย

          การรับประทานอาหารเสริมแลผลิตภัณฑ์ยาที่มีสรรพคุณช่วยเสริมความงามนั้น มีข้อควรระวัง เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ ด้านสุขภาพดังนี้

          1.เว้นระยะห่างการบริโภคอย่างเหมาะสม เช่น กินติดต่อกัน 1 เดือน เว้นไป 2 เดือน เพื่อให้โอกาสร่างกายได้ขจัดสารเคมีต่าง ๆ จากผลิตภัณฑ์นั้น

          2.บริโภคในปริมาณที่ฉลากแนะนำ เช่น กินวันละ 2 ครั้ง เช้า และก่อนนอน

          3.หาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนั้น ๆ จากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้

          4.หาข้อมูลเกี่ยวกับสารอาหารนั้นว่า ควรบริโภคอย่างไร ปริมาณเท่าใดที่ร่างกายต้องการ เพื่อป้องกันการบริโภคเกินขนาด

          5.ควรปรึกษาแพทย์หากมีโรคประจำตัว เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางตัวอาจส่งผลข้างเคียงให้อาการประจำตัวแย่ลง เช่น ไมเกรน ความดัน เบาหวาน เป็นต้น

 
 
 
 
แหล่งที่มา 
 
สุธารัชฏ์ รัตนารามิก. "อาหารเสริมยอดฮิตตัวช่วยความสวย กินให้สวย...ไม่สะสมความเสี่ยง" สุขกายสบายใจ. (08 ตุลาคม 2554).